YOHO NATIONAL PARK

อุทยานแห่งชาติโยโฮ (YOHO NATIONAL PARK) ประเทศแคนาดา ถ้าเปรียบ “BANFF NATIONAL PARK” ที่โด่งดังเป็นไวน์ขาวชั้นดีของเทือกเขาแคนาเดี้ยน ร็อคกี้ (CANADIAN ROCKY MOUNTAINS) อุทยานแห่งชาติโยโฮ (YOHO NATIONAL PARK) ก็คงเป็นสเต็กเนื้อชั้นเลิศที่ต้องทานคู่กันเพื่อรสชาติที่สมบูรณ์ที่สุด

หากท่านมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนอุทยานแห่งชาติ BANFF ที่โด่งดังของเทือกเขาแคนนาเดียนร็อคกี้แล้ว ก็ต้องไม่พลาดอุทยานแห่งชาติโยโฮ (YOHO NATIONAL PARK) เช่นกัน อุทยานแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ. ศ. 2429 โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อดูแลรักษาภูมิทัศน์ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติไว้ คำว่า YOHO มาจากภาษา CREE แปลว่า ทำให้ตกใจ/ประหลาดใจ อุทยานแห่งนี้แม้จะเป็นอุทยานขนาดเล็กที่สุดในแทบเทือกเขาร็อคกี้ แต่ก็เต็มไปด้วยความหลากหลายทางธรรมชาติที่จะทำให้ท่านตื่นตาตื่นใจตลอดการเดินทางสมกับชื่อ YOHO

อุทยานแห่งชาติโยโฮ (YOHO NATIONAL PARK) เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด มีสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น หมี กวาง หมาป่า และแพะภูเขาจำนวนมาก โดยแถว YOHO VALLEY ถือว่าเป็นจุดที่ดีที่สุดในการดูแพะภูเขา เมื่อเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะเป็นจุดชมนกมากกว่า 200 ชนิด ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ เช่น นกเหยี่ยว นกอินทรี และนกน้ำประเภทต่างๆ

ไฮไลต์ที่น่าทึ่งที่สุดของอุทยานแห่งชาติโยโฮ (YOHO NATIONAL PARK) ก็คือ TAKAKKAW FALLS น้ำตกที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของแคนาดา เจ้าของความสูง 384 เมตรโดยคำว่า TAKAKKAW เป็นคำที่มาจากภาษา CREE เช่นกัน แปลว่า “สวยงาม” ซึ่งแน่นอนว่าชื่อ TAKAKKAW ก็คงการันตีได้อย่างชัดเจนว่าน้ำตกแห่งนี้มีความสวยงามมากเพียงใด

อีกทั้งยังมีทะเลสาบมรกต (EMERALD LAKE) ที่น้ำสีเขียวใสราวกับเป็นบ่ออัญมณีล้ำค่าที่ถูกคุ้มครองรักษาไว้โดยขุนเขาสูงใหญ่ อันเป็นสถานที่ยอดนิยมในการพายเรือแคนู เพื่อซึมซับอากาศบริสุทธิ์ และความสวยงามของอัญมหณีทางธรรมชาติแห่งนี้อย่างใกล้ชิดที่สุด

และอย่าลืมแวะไปที่สะพานธรรมชาติ (NATURAL BRIDGE) ซึ่งเป็นสะพานข้ามน้ำที่เกิดจากการกัดเสาะของน้ำ เป็นเสมือนของขวัญชิ้นพิเศษจากธรรมชาติที่มอบไว้ให้อุทยานแห่งชาติโยโฮ (YOHO NATIONAL PARK)

ท่านสามารถมาเยือนอุทยานแห่งนี้ได้ตลอดทั้งปี เพราะความสวยงามทางธรรมชาติของที่นี้จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามแต่ฤดูกาล เช่น ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งกินเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคม สถานที่นี้จะกลายเป็นจุดหมายยอดฮิตสำหรับการเล่นสกีและสโนว์ชูส์ ในเดือนพฤษภาคมหุบเขาด้านล่างจะเริ่มกลายเป็นสีเขียวชอุ่ม ความชุ่มชื้น และอบอุ่นเริ่มแผ่ตัวเข้ามาปกคลุมอุทยาน

ภายในกลางเดือนกรกฎาคม จะเป็นเวลานัดหมายของดอกไม้ป่านานาพันธุ์ที่จะออกดอกชูช่อต้อนรับผู้มาเยือนอย่างพร้อมเพรียงกัน และในเดือนกันยายนต้นสน SUBALPINE จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ตัดกับฉากหลังสีเขียวของเทือกเขา และสีฟ้าของท้องฟ้าเบื้องบน เป็นความสวยงามที่กำลังรอให้ท่านมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง

เกาะ THOUSAND ISLANDS

สำหรับท่านที่รักสุขภาพ และโปรดปรานสลัดผัก คงไม่มีใครไม่รู้จักเทาส์ซันไอซ์แลนด์ น้ำสลัดสีส้มรสชาติอมเปรี้ยวนิดๆ ที่ใครหลายคนยกให้เป็นสุดยอดของน้ำสลัด ที่ไม่ว่าจะทานกับผักชนิดใด ก็ทำให้สลัดจานนั้นอร่อยเกินคำบรรยาย ทว่า…ท่านทราบหรือไม่ว่าเทาส์ซันไอซ์แลนด์นั้นมีอยู่จริง และก็เป็นสุดยอดของสถานที่ ที่ไม่ว่าใครได้ไปเยี่ยมเยียน ก็ต้องตกหลุมรักเข้าทุกราย

เทาส์ซันไอซ์แลนด์ (THOUSAND ISLANDS) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในรัฐออนแทรีโอ (ONTARIO) ประเทศแคนาดา มีขนาดกว้างใหญ่ถึง 40 ตารางไมล์ มีลักษณะทางกายภาพเป็นเกาะหินแกรนิตที่มีน้ำจืดล้อมรอบ และต่อมาเกิดการทรุดตัวของหิน ทำให้เกิดเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่ที่สวยงามมากมายถึง 1,864 เกาะ จนได้ชื่อว่า เทาส์ซันไอซ์แลนด์ (THOUSAND ISLANDS) หรือดินแดนพันเกาะในภาษาไทย

การเดินทางครั้งนี้ เราจะพาท่านลงเรือล่องไปตามสายน้ำที่ทอดยาวสุดลูกตา ตลอดทางมองเห็นบ้านเรือนทรงสวยตั้งเรียงรายตามเกาะต่างๆ บ้างก็เป็นโรงแรม บ้างก็เป็นร้านค้า สักพักเราก็มาถึงไฮไลท์ของหมู่เกาะแห่งนี้ นั่นก็คือ BOLDT CASTLE ปราสาทในฝันแสนสวยที่ตั้งตระหง่าน โดดเด่นเห็นแต่ไกล อันเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของ BOLDT ที่มอบให้แด่ LOUISE ภรรยาสุดที่รักของเขา

ปราสาทสุดอลังการแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1900 แต่เพียงสี่ปีให้หลังภรรยาของเขาก็ได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ทำให้ BOLDT ปวดร้าวกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก จนเขาไม่สามารถจินตนาการถึงปราสาทในฝันที่ไม่มีภรรยาผู้เป็นดั่งดวงใจของเขาได้ เขาจึงสั่งระงับการสร้าง และไม่เคยกลับไปที่นั้นอีกเลย กระทั่งปี 1977 มีการปรับปรุง และต่อเติมปราสาทแห่งความรักแห่งนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ โดยปัจจุบันเปิดบริการให้ผู้คนเข้าเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่แสนยิ่งใหญ่ และสัมผัสถึงเรื่องราวความรักอันแสนทรมานที่แอบซ่อนไว้ทุกซอกมุมหิน

ต่อกันด้วย WELLESLEY ISLAND STATE PARK ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับครอบครัวเป็นที่สุด ที่ PARK นี้มีกิจกรรมมากมายให้คุณพ่อ,คุณแม่และเด็กๆได้ร่วมสนุกกัน ไม่ว่าจะเป็นตกปลา ปีนเขา ขี่จักรยาน พายเรือคายัค รวมถึงการแคมป์ปิ้งริมน้ำ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของครอบครัวที่จะมีแต่เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มแห่งความสุขเท่านั้น

ก่อนกลับต้องไม่พลาดไปเยี่ยมชมโรงไวน์ชั้นเลิศต่างๆ ตามเส้นทาง THOUSAND ISLANDS-SEAWAY WINE TRAIL ที่ขึ้นชื่อว่ามีไวน์รสเลิศที่เข้ากับบรรยากาศที่เลิศรสของ THOUSAND ISLANDS เป็นอย่างดี เชื่อว่าดินแดนพันเกาะแห่งนี้จะทำให้ช่วงวันพักผ่อนของทุกท่านพิเศษกว่าครั้งไหน

เมืองรอนด้า RONDA

ถ้าพูดถึงประเทศสเปน(SPAIN) ทุกท่านคงนึกถึงการสู้วัวกระทิง รูปแบบศิลปะการต่อสู้ที่ชาวสเปนภูมิใจ และสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะนำท่านไปเยี่ยมชมเมืองเล็กๆ ที่เรียกว่าเป็นจุดกำเนิดแห่งการสู้วัวกระทิงยุคใหม่ ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 18 FRANCISCO ROMERO และ PEDRO ROMERO MARTINEZ นักสู้วัวชาวรอนดา (RONDA) ได้เป็นผู้เปลี่ยนแปลงการสู้วัวจากบนหลังม้า มาเป็นยืนสู้วัวกระทิงอยู่บนพื้นดิน พวกเขายังเป็นผู้ริเริ่มการใช้เสื้อคลุมสีแดงมาล่อวัว และนั่นก็ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมา

เมืองรอนด้า RONDA เป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ในแคว้นอันดาลูเซีย (ANDALUCIA) ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ทั้งหมดราวๆ 36,000 คนเท่านั้น แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เมืองเล็กๆ แห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความน่าตื่นเต้น และประวัติศาสตร์อันยาวนาน เอกลักษณ์ของเมืองที่เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วโลก คือ บ้านเรือนทรงแปลกที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันที่มีความสูงถึง 750 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

โดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูผู้ประสงค์ร้ายในอดีต ท่านจะเห็นว่าบ้านเรือนหลายหลังถูกสร้างไว้ชิดขอบผามาก บางหลังสร้างขยับออกมาเล็กน้อย ให้พอมีพื้นที่วางเก้าอี้นอนดูวิวที่สวยงามของเมือง สำหรับเราๆท่านๆแล้ว คงจะเป็นอะไรที่หวาดเสียวน่าดูแต่สำหรับชาวเมืองที่นั้น นี้คือวิถีชีวิตที่เขาแสนภูมิใจ

ข้อดีของการเยี่ยมชมเมืองรอนด้า คือท่านสามารถเดินชมเมืองได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องใช้รถในการเดินทาง ซึ่งทำให้ได้อรรธรสมากกว่าเป็นไหนไหน ไฮไลท์ที่สำคัญของเมืองคือ สะพาน PUENTE NOUVO (NEW BRIDGE) หรือแปลเป็นไทยว่าสะพานใหม่ ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมเมืองทั้งเมืองไว้ด้วยกัน

ที่มาของชื่อสะพานนั่นเกิดจากว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการก็เกิดพังลงซะก่อน ทำให้ต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่นั่นเอง สะพานแห่งนี้สร้างขึ้น ณ บริเวณที่แคบและลึกที่สุดของเมือง ทำให้เบื้องล่างของสะพานมีภูมิทัศน์ที่สวยงามแปลกตามาก มีธารน้ำตกใสที่ผาดผ่านตัวเมือง ฉากหลังเป็นโขดหินของผาสูงชัน ที่ถูกแทรกแซมด้วยสีเขียวชอุ่มของพืชไม้ขนาดเล็ก เป็นมุมที่ท่านต้องไม่พลาดถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกโดยเด็ดขาด

และในบริเวณใกล้ๆ กับสะพานใหม่ก็มีสนามสู้วัวกระทิงที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดในสเปนเลยทีเดียว เพราะคนพื้นเมืองได้ใช้หินในการทำฐาน และเสาลูกกรงทั้งหมดของสนาม การมาเยือนเมืองในตำนานการสู้วัวกระทิงแห่งนี้ จะทำให้ทริปสเปนของท่านสมบูรณ์แบบกว่าใคร

เกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติราปานุย

หลายๆท่านคงเคยมีความรู้สึกอยากไปเที่ยวไหนไกลๆสักแห่ง แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนดี? ทว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางมหาสมุทรที่เร้นลับ อยู่บนเกาะเล็กๆที่ไม่มีเกาะเพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าไกลที่สุดในโลก… แต่เพราะปริศนาเร้นลับที่ยังไม่มีผู้ใดหาคำตอบได้แน่ชัด ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายที่ใฝ่ฝันของนักเดินทางผู้หลงใหลในความแปลกใหม่และท้าทาย สถานที่แห่งนี้คือ “อุทยานแห่งชาติราปานุย” (Rapa Nui National Park) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะอีสเตอร์ (Easter Island) ณ ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศชิลี แต่ก็ห่างไกลจากแผ่นดินประเทศชิลีถึง 3,700 กิโลเมตร และเกาะที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตร

ย้อนไปในวันอีสเตอร์ของปี ค.ศ.1722 นักเดินเรือชาวดัตช์ชื่อจาค็อบ ร็อกเกวีน (Jacob Roggeveen) ได้เดินทางมาค้นพบเกาะแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า “เกาะอีสเตอร์” (Easter Island) ตรงกับวันที่เขาค้นพบ เขาได้พบเจอชาวพื้นเมืองจำนวนนึงที่ไม่เคยรู้จักกับโลกภายนอกมาก่อน ไม่มีเรือหรือพาหนะที่ใช้ในการเดินทางล่องทะเล เป็นเกาะที่ไม่มีแม้แต่ต้นไม้หรือสัตว์ป่าใดๆ แต่กลับมีปริศนาที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดว่าเกาะแห่งนี้มีหินแกะสลักขนาดยักษ์ตั้งเรียงรายอยู่เต็มชายฝั่งได้อย่างไร ทั้งที่เกาะนี้ไม่มีแม้แต่ท่อนซุงหรือเถาวัลย์ที่จะใช้ในการเคลื่อนย้ายหินขนาดมหึมาเหล่านี้ได้ และความอัศจรรย์นี้ก็ส่งผลให้เกาะอีสเตอร์ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี 1995 และอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติราปานุย

ปริศนาทางประวัตศาสตร์ที่ยังคงเป็นความลับของเกาะแห่งนี้นี้เองที่เป็นเสมือนเวทมนต์ดึงดูดให้นักเดินทางตัวจริงจากทั่วทุกมุมโลกข้ามน้ำข้ามทะเลอันไกลโพ้นมาสัมผัสความมหัศจรรย์นี้ด้วยตัวเอง การได้พิชิตเกาะที่โดดเดี่ยวและลี้ลับแห่งนี้คือรางวัลที่สมเกียรติของนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน เพราะท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับหินแกะสลักขนาดใหญ่มากมาย ที่บางชิ้นมีอายุเก่าแก่ถึง 1,600 กว่าปี

โดยเฉพาะหินที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีศรีษะขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “โมอาย” (Moai) ซึ่งมีมากกว่า 600 ตัวทั่วเกาะ โดยบางตัวมีน้ำหนักถึง 80 ตัน ตั้งตระหง่านเรียงรายเสมือนเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์เกาะแห่งนี้ให้รอดพ้นจากศัตรูผู้รุกราน มีเพียงผู้พิชิตเท่านั้นที่จะได้สัมผัสถึงร่องรอยทางอารยะธรรมที่น่าฉงนของโมอายไปพร้อมๆ กับชื่นชมความสวยงามอันน่าเกรงขามของน้ำทะเลสีฟ้าครามแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่

มองออกไปทางทิศไหนก็เห็นแต่ผืนน้ำสุดลูกหูลูกตา ได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งเป็นระรอกไม่ขาดสาย ยิ่งชวนให้คิดว่าผู้คนเริ่มต้นอพยพมาอยู่บนเกาะที่โดดเดี่ยวท่ามกลางมหาสมุทรแห่งนี้ได้อย่างไร? โมอายถูกสร้างขึ้นโดยใครและเพื่อจุดประสงค์อะไร? จารึกแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังแน่นอยู่บนหินแกะสลักโมอายยังคงเป็นปริศนาลี้ลับที่รอคอยให้ท่านมาหาคำตอบให้ด้วยตัวเอง

บ้านโคล้ด โมเนต์

หากท่านเป็นผู้ที่นิยมชมชอบในศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) ซึ่งเป็นภาพที่ถูกรังสรรค์จากความประทับใจของศิลปิน เชื่อว่าท่านต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของ Claude Monet หรือโคล้ด โมเนต์ จิตรกรชาวฝรั่งเศสคนสำคัญของโลกอย่างแน่นอน โมเนต์เป็นจิตกรที่เรียกได้ว่าทั้งหลงรัก และหลงใหลในความสวยงามของธรรมชาติ สังเกตได้ว่าภาพวาดของเขาเกือบทั้งหมดจะมีความเกี่ยวพันกับดอกไม้ ใบหญ้า ป่าเขา ลำธาร และท้องฟ้า ในปี 1883 เมื่อโมเนต์เริ่มมีชื่อเสียงเงินทอง เขาได้เลือกหมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามอย่าง GIVERNY เพื่อปลูกบ้าน และใช้ชีวิตรังสรรค์งานศิลปะท่ามกลางธรรมชาติอย่างที่เขาฝันใฝ่ จวบจบวาระสุดท้ายของชีวิต

โมเนต์ได้สร้างสวนขึ้นในบริเวณบ้านด้วยความรัก และจินตนาการ ทำให้สวนของเขามีความสวยงามที่แสนอบอุ่น มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สวนแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ “สวนดอกไม้” ที่มีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานอวดสีสัน แข่งกันชูช่อคอยต้อนรับ และให้ความรื่นรมย์แก่ผู้มาเยือน และ“สวนบึง” ที่มีสะพานสไตล์ญี่ปุ่น และบึงบัวที่ถูกโอบกอดด้วยต้นต้นไม้หลากหลายชนิดที่เปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาล ทำให้ภาพของโมเนต์ที่วาดจากบริเวณเดียวกัน ให้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลา ถือว่าสวนที่ทรงเสน่ห์ทั้ง 2 แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการขีดเขียนพู่กันของเขา

เมื่อเดินผ่านเข้าไปในบ้านทรงแปลกที่มีความยาวถึง 40 เมตร แต่กว้างเพียง 5 เมตร ท่านก็จะพบกับภาพของศิลปินญี่ปุ่นตกแต่งอยู่ตามบริเวณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ตามทางเดิน หรือแม้แต่ห้องรับประทานอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโมเนต์มีความสนใจในศิลปะญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เมื่อมองไปรอบๆ ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าภายในตัวบ้าน มีหน้าต่างบานใหญ่อยู่จำนวนมาก ทั้งนี้เหตุผลที่สำคัญไม่ใช่เหตุผลทางวิศวกรรม แต่เพื่อให้โมเนต์สามารถชื่นชม และซึมซับความสวยงามของธรรมชาติในสวนได้จากทุกมุมของบ้าน

นอกจากนั้นท่านก็ไม่ควรพลาดที่จะเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้าน GIVERNY เพื่อจะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมจิตกรระดับโลกอย่างโมเนต์ ถึงเลือกมาใช้ชีวิตจนถึงลมหายใจสุดท้ายที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลแห่งนี้ ท่านจะได้สัมผัสกับความสวยงามของ ทุ่งหญ้า ดอกไม้ อากาศที่แสนบริสุทธิ์ และประกายความงามของธรรมชาติ คนรุ่นหลังอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องรู้สึกขอบคุณมูลนิธิบ้าน และสวนของโมเนต์ ที่ดูแลรักษาตำราเรียนศิลปะที่มีชีวิตแห่งนี้ ให้เราได้มีโอกาสมาตามรอยความอัศจรรย์ของฝีแปรงอันทรงเสน่ห์ที่โมเนต์ฝากไว้ให้โลกจารึก

มงต์ แซงต์มิเชล

“มงต์ แซงต์มิเชล” (MONT SAINT MICHEL) เป็นวิหารที่ตั้งอยู่บนเกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลชายฝั่งตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส หนึ่งในสถาปัตยกรรมสมัยโบราณที่มีภูมิทัศน์น่าทึ่งที่สุดในยุโรป จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม โดยองค์การยูเนสโกในปีค.ศ.1979 ความเก่าแก่ที่ทรงเสน่ห์ และร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ยุคกลางที่ฝั่งแน่นอยู่ทุกซอกหิน ทำให้นักเดินทางทั่วโลกมากกว่าสามล้านคนต่อปี เดินทางมาสัมผัสวิหารแห่งนี้ด้วยตนเอง

ในอดีตหากท่านต้องการเดินทางมาชื่นชมความอัศจรรย์ของมงต์ แซงต์มิเชล (MONT SAINT MICHEL) แล้วล่ะก็ ท่านจะต้องขับรถผ่านถนนที่สามารถเดินทางได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีสะพานที่เชื่อมต่อกับแผ่นดิน พร้อมบริการรถรับส่งจากฝั่งถึงบริเวณเกาะ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินเท้าบนสะพานจากฝั่งไปถึงเกาะเสียมากกว่า เพื่อจะได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของน้ำทะเล และท้องฟ้าสีครามอย่างใกล้ชิด โดยมีวิหารอันศักดิ์สิทธิ์เป็นจุดหมายอยู่ตรงหน้า เดินไปพลาง ชื่นชมความสวยงามไปพลาง ให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังเดินทางเข้าไปในโลกแห่งเทพนิยาย ที่มีปราสาทอันใหญ่โตของเจ้าหญิงแสนสวยตั้งสง่าอยู่

เมื่อท่านมาถึงบริเวณเกาะ ก็จะสัมผัสได้ถึงความอลังการของสิ่งก่อสร้างยุคกลาง ที่มีความสวยสมบูรณ์แบบราวกับสวรรค์เสก รอบๆเกาะมีป้อมกำแพงขนาดยักษ์ ที่อดีตใช้สำหรับป้องกันการรุกรานจากศัตรู ภายในมีบันไดเป็นทางเดินเพื่อขึ้นไปยังชั้นบน โดยระหว่างทางท่านจะผ่านร้านรวงต่างๆ ที่ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพสถาปัตยกรรมยุโรปยุคกลางสุดคลาสสิกเอาไว้

ด้านบนเป็นวิหารหินแกรนิต ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ชูยอดแหลมสูงเสียดฟ้า อันเป็นเอกลักษณ์ของมงต์ แซงต์มิเชล (MONT SAINT MICHEL) ที่เป็นที่จดจำของผู้คนทั่วโลก มีรูปปั้นทองอันศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญมีคาเอล (Michael) ตั้งสง่าอยู่บนยอดวิหาร คอยปกป้องคุ้มครองเกาะแห่งนี้ให้พ้นภัย ท่านยังสามารถรื่นรมย์ไปกับวิวเบื้องล่างที่สวยงามของทะเลสีฟ้าครามได้อย่างไม่มีเบื่อ

อีกสิ่งที่ห้ามพลาดคือไข่เจียวของโรงแรม La Mere Poulard ของกินขึ้นชื่อแห่งมงต์แซงต์มิเชล (MONT SAINT MICHEL) ที่หากใครอยากลิ้มลอง ต้องสั่งจองล่วงหน้าเท่านั่น เพราะนี้เป็นไข่เจียวฉบับพิเศษของมงต์แซงต์มิเชล ที่เพียงกัดแรก ความหอมอร่อยก็เคล้าไปทั่วปาก รสชาติของไข่เจียวหอมนุ่มละมุ่นลิ้นเป็นที่สุด รับรองได้ว่าท่านไม่เคยได้ลิ้มรสที่ไหนมาก่อนแน่นอน นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีพร้อมทั้งอาหารตาชั้นดี และอาหารปากรสเลิศ

ถึงตอนนี้…ทุกท่านพร้อมหรือยังที่จะมาเปิดประสบการณ์ใหม่ไปกับ มงต์ แซงต์มิเชล(MONT SAINT MICHEL)

หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS)

LET IT GO , LET IT GO ! CAN’T HOLD IT BACK ANYMORE…” เนื้อพลงประกอบภาพยนต์ FROZEN ที่คงคุ้นหูทุกท่านเป็นอย่างดี และก็เชื่อว่าลูกๆหลานๆของท่านคงจะตกหลุมรักเจ้าหญิงเอลซ่ากันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น วันนี้เราจะนำท่าน และครอบครัวไปเยี่ยมชมหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) สถานที่ต้นแบบแห่งอาณาจักรของเจ้าหญิงน้ำแข็งเอลซ่า หากท่านคิดว่าภาพกราฟฟิคในภาพยนตร์ FROZEN สวยงามตระการตามากแล้วล่ะก็ เราต้องขอบอกว่าสถานจริงสวยมากกว่านั้นเป็นร้อยเท่า

หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) ตั้งอยู่ที่เมือง NORDLAND ประเทศนอร์เวย์ เป็นหมู่บ้านของชาวประมงที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาการหาปลาในช่วงฤดูหนาว และทำปลาตากแห้งส่งออกที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เอกลักษณ์ที่สำคัญของหมู่เกาะแห่งนี้ก็คือ กระท่อมสีแดงแบบดั้งเดิม (RORBUER) ของชาวประมง ที่กลายเป็นสีสันริมชายฝั่ง ที่ไม่ว่าใครได้มาเยือนก็ต้องถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกไปซะทุกราย

แน่นอนว่าหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) เป็นหนึ่งในสถานที่สำหรับการดูแสงเหนือที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ เนื่องจากความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ถูกเสกสร้างมาอย่างพิถีพิถัน มีผืนน้ำสีฟ้าคราม ท้องฟ้าสีใส ภูเขาสูงตระหง่าน แทรกแซมด้วยบ้านชาวประมงทรงสวยแปลกตา นับว่าเป็นเมืองสวยท่ามกลางธรรมชาติที่ดูคล้ายเมืองในจินตนาการมากกว่าความจริง

ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ดูหนาวเย็นจับใจแต่สวยสง่ามีมนต์ขลัง เสมือนกับท่านได้เข้าไปอยู่ในเมืองน้ำแข็งของเจ้าหญิงเอลซ่าเลยทีเดียว แต่ทว่าหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) พิเศษยิ่งกว่า FROZEN เพราะบรรยากาศจริงท่ามกลางหิมะที่แสนเยือกเย็นน่าเกรงขาม แต่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันมากมายหลากโทนหลายสีจากแสงไฟต่างๆ ที่ตัดกับท้องฟ้าสลัวยามค่ำคืน ส่องสะท้อนเงาในน้ำสีคราม ตกกระทบกับกำแพงกระท่อมสีแดงเพลิง ดูเพลิดเพลินคล้ายกับเมืองทั้งเมืองกำลังมีงานเลี้ยงใหญ่ ที่ไม่มีทีท่าจะเลิกราง่ายๆ ช่างเป็นเมืองที่หนาวกายแต่อบอุ่นหัวใจจริงๆ

นอกจากนั้นแล้ว ท่านต้องไม่พลาด EGGUM ป้อมปราการเก่าแก่ขนาดใหญ่ ที่มีทิวทัศน์สวยงามจับใจ เป็นแหล่งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ถูกโอบล้อมด้วยท้องฟ้า ทะเล และเทือกเขาสูงใหญ่ หมู่เกาะแห่งนี้ยังมีกิจกรรมมากมายไว้ให้ท่านได้ร่วมผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า, ตกปลา, พายเรือคายัค หรือแม้กระทั่งดำน้ำ ที่ท่านสามารถเลือกได้ตามอัธยาศัย ปิดท้ายด้วยอาหารทะเลสดๆ สไตล์พื้นเมืองกับไวน์ดีๆ สักแก้ว รับรองว่าทริปนี้ท่านจะอิ่มท้อง อิ่มตา และอิ่มใจกันทั่วหน้าอย่างแน่นอน

“อีสต์บอร์น” (EASTBOURNE)

วันนี้เราจะนำท่านไปเยี่ยมชมเมืองริมชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ เมืองที่จะทำให้ท่านรู้ว่า “เมืองผู้ดี…ไม่ได้มีดีแค่น้ำชา” เมืองที่ว่านั้นก็คือ “อีสต์บอร์น” (EASTBOURNE) เดิมทีเป็นเมืองของชาวประมงทั่วไป แต่ต่อมาได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวริมชายฝั่งทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศอังกฤษ

คนอังกฤษส่วนมากนิยมมาเดินเล่นริมชายฝั่งที่ทอดยาวกว่าสามไมล์ของอีสต์บอร์น (EASTBOURNE) ในช่วงวันหยุดทิวทัศน์ระหว่างทางเป็นบ้านเรือนสีขาว หรือสีพาสเทล ดูหรู และคลาสสิคให้บรรยากาศสมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองผู้ดี ชายหาดถูกแต่งแต้มด้วยเก้าอี้สีสันสดใสสำหรับนอนพักผ่อนรับแสงแดด โดยเฉพาะ MARINE PARADE BEACHES ที่จะมีผู้คนหลั่งใหลไปว่ายน้ำกันอย่างคึกคักในวันที่อากาศดี ทั้งยังมีสนามกอล์ฟ และสนามเทนนิสไว้ให้บริการ หรือแม้แต่ด้านความบันเทิงอย่างหอศิลป์ และโรงละคร

เมื่อท่านมีโอกาสได้มาเยือนเมืองอีสต์บอร์น สิ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือ BEACHY HEAD หน้าผาหินชอล์คสีขาวเจ้าของความสูงกว่า 530 ฟุต ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุดในการไปชมความงดงามที่แสนลงตัวของตึกรามบ้านช่องที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสีคราม สำหรับท่านที่มาท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ก็ต้องไม่พลาดพาเด็กๆไปเยี่ยมชม SHEEP CENTER ฟาร์มแกะที่ห่างจาก BEACHY HEAD เพียงไม่กี่กิโล เพราะนอกจากที่เด็กๆ จะได้มีโอกาสสัมผัสกับแกะสายพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังสามารถเรียนรู้ และลองให้นมลูกแกะได้เองอีกด้วย นับว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ต่างแดนที่ได้ความรู้ความสนุกสนานไปในทีเดียวกัน

อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ Jasper National Park

วันนี้เราจะนำทุกท่านเดินทางผ่านเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่าง “Icefields Parkway” ในประเทศแคนาดา เส้นทางสุดเอ็กคลูซีฟที่ท่านจะได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่สวยงามราวกับสวรรค์เสก สองข้างทางเป็นป่าสนทึบสีเขียวชอุ่ม มีเทือกเขาสูงตั้งตระหง่านเป็นแนวฉากหลัง มีธารน้ำสีฟ้าใสทอประกายสีเขียวระยิบระยับแวววาว เป็นดั่งสัญญาณแห่งการต้อนรับผู้มาเยือน เพื่อเข้าสู่ “อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์” (Jasper National Park) อันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์เป็นอุทยานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน Canadian Rockies ตั้งอยู่ในรัฐแอลเบอร์ตา (Alberta) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,878 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนมากเป็นหุบเขากว้างใหญ่สลับกับภูเขาขรุขระ มีป่าสน ทะเลสาบ น้ำตก สัตว์ป่าหาชมยากต่างๆ หรือแม้แต่ธารน้ำแข็ง ความหลากหลายทางธรรมชาตินี้เอง ที่ทำให้อุทยานแจสเปอร์ถูกตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1930 และยังได้เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกใน Canadian Rocky Mountain Parks เมื่อปี 1984

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ จุดหมายแรกที่ท่านต้องไปชมให้ได้ คือทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดของอุทยานอย่าง “ทะเลสาบมาลีน” (Maligne Lake) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทะเลสาบแห่งนี้จะงดงาม ราวกับมีคาถาเสกร่ายเวทมนต์ให้ผู้มาเยือนทุกคนหลงรักตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็น

เรือลำน้อยจะพาท่านไปอยู่ในใจกลางสายน้ำสีฟ้าใสที่กว้างใหญ่ เห็นผิวน้ำทอประกายสะท้อนกับแสงแดดอ่อนๆ ฟังเสียงใบไม้โบกพัดเสียดสี เคล้าคลอไปกับเสียงร้องของสัตว์ป่า พลางสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นช่ำหัวใจ ช่างเป็นช่วงเวลาที่ไม่อยากให้ผ่านพ้นไปเลยจริงๆ

นอกจากนั้นยังมี “มาลีนแคนยอน” (Maligne Canyon) ที่โด่งดัง และน้ำตกสีสวยอย่าง “น้ำตกแอทธาบาสก้า” (Athabasca Falls) ที่ท่านต้องไม่พลาดไปเก็บรูปสวยๆ ไว้เป็นที่ระลึก

ปิดท้ายด้วย “ทะเลสาปฮันนีมูน” (Honeymoon Lake) ทะเลสาบสีสวยที่แสนเงียบสงบสุดโรแมนติก เหมาะสำหรับคู่รักที่จะมาใช้เวลามาดื่มด่ำบรรยากาศที่แสนหวานหอมด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เหลือเพียงเสียงสายน้ำและสายลมที่แผ่วเบา เบื้องบนเห็นเพียงแสงจันทร์และดวงดาวส่องประกายเต็มท้องฟ้า เป็นค่ำคืนสุดพิเศษที่แสนอบอุ่นสำหรับคุณและคนรักเท่านั้น การเดินทางครั้งนี้…นอกจากจะทำให้ท่านตกหลุมรักธรรมชาติที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์แล้ว…ท่านยังจะได้ตกหลุมรักคนข้างกายของท่านอีกครั้ง

ทะเลสาบมินเนแวนกา (MINNEWANKA LAKE)

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ “MINNEWANKA LAKE” ทะเลสาบจากธารน้ำแข็ง ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของ BANFF NATIONAL PARK ประเทศแคนาดา (CANADA) มีความยาวถึง 21 กิโลเมตร ลึก 142 เมตร ซึ่งทำให้ทะเลสาบแห่งนี้กลายเป็นทะเลสาบที่ยาวที่สุดในเขต CANADIAN ROCKIES

ผู้คนพื้นถิ่น (STONEY-NAKODA) ในบริเวณนี้ เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “MINN-WAKI” ที่แปลว่า “LAKE OF THE SPIRITS” หรือ “ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณ” พวกเขาเคารพ และกลัวเกรงที่จะทำอะไรไม่ดีต่อทะเลสาบอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และนั่นก็ทำให้ MINNEWANKA LAKE ยังคงความสวยงาม และความสมบูรณ์ทางธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆท่านๆได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม

สิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมากในการมาเยือนทะเลสาบแห่งนี้ คือ การตื่นแต่เช้าเพื่อมาสัมผัสบรรยากาศสดชื่นแห่งแสงแดดยามเช้า สายน้ำ และภูเขาที่สวยงามในตอนเช้าที่แสงแดดเริ่มส่องสว่างกระทบกับสายน้ำ เทือกเขาสูงสะท้อนแสงสีทองอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์ ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีคราม มีฝูงกวางกำลังดื่มน้ำจากทะเลสาบที่ใสราวกับคริสตัล ได้ยินเสียงกิ่งไม้ไหวไปมาจากกระรอกน้อยที่กระโดดโลดเต้นรับแสงตะวันสีทอง แพะภูเขาก็ส่งเสียงร้องเหมือนเป็นการส่งสัญญาณแห่งเช้าวันใหม่ ให้ความรู้สึกเสมือนว่าคุณกำลังตื่นขึ้นพร้อมกับสัตว์ป่าและธรรมชาติรอบๆตัว เพื่อมารับความอบอุ่นจากแสงสีเหลือทองของดวงอาทิตย์ เสมือนได้ชาร์ตแบตให้กับร่างกาย และจิตใจให้พร้อมกับการเดินทางไปตลอดทั้งวัน

ทะเลสาบแห่งนี้ ถือเป็น HOT SPOT ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี เป็นสถานที่ที่วิเศษที่สุดในการพักผ่อน ท่านและครอบครัวสามารถมาปิคนิคที่ริมทะเลสาบสีสวยด้วยอาหารอร่อย และเครื่องดื่มที่ถูกใจ สูดอากาศบริสุทธิ์ พลางฟังเสียงนกร้องเคล้าคลอไปกับเสียงใบไม้ที่พัดโบกไปมา อีกทั้งยังมีกิจกรรมตกปลา ดำน้ำ ปีนเขา พายเรือแคนู หรือแม้แต่ขี่จักรยานพิชิตยอดเขา ให้ท่านได้เลือกทำตามความถนัด

ส่วนในช่วงฤดูหนาว สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นสวรรค์ของผู้ที่หลงใหลในกีฬาสกี และสโนว์ชูส์ ผืนน้ำที่ใสราวกับคริสตัล จะแปรเปลี่ยนเป็นธารน้ำแข็งสีขาวโพลนที่แสนเยือกเย็น พร้อมต้อนรับนักกีฬาทั้งหลายให้มาท้าทายความสามารถกัน ไม่ว่าท่านจะมาเยือน MINNEWANKA LAKE ในช่วงฤดูไหน ทะเลสาบแห่งนี้ก็อ้าแขนพร้อมต้อนรับท่านเสมอ